เขียนโดย : กูรูเช็ค

Views 1765

2024-06-17 17:00

(กูรูเช็ค) เเชร์วิธีเลือกกิน น้ำมันปลา(fish oil) ยังไงให้เห็นผล?

กูรูเช็ค

ใครที่กินอาหารเสริมอย่าง “น้ำมันปลา” เป็นประจำบ้าง แล้วคุณๆเคยเช็คที่ฉลากน้ำมันปลากันบ้างรึเปล่า รู้ไหมว่าในน้ำมันปลา 1 เม็ด ส่วนใหญ่จะมีน้ำมันปลา(OMEGA-3) = 300 mg เท่านั้นเอง แล้วที่เหลือเรากินอะไรเข้าไปล่ะ!?

สิ่งที่มักเข้าใจผิดเกี่ยวกับน้ำมันปลา

ก่อนอื่นขอบอกสิ่งที่คนมักเข้าใจผิดๆเกี่ยวกับน้ำมันปลาก่อนนะ โดยปกติแล้วถ้าเราไปเห็นอาหารเสริมน้ำมันปลาที่เขียนหน้าขวดว่าให้ปริมาณน้ำมันปลา 1,000 mg เราก็คงจะคิดว่าเยอะละ ใส่มาให้เยอะมากแบบนี้ซื้อเลยดีกว่าใช่ไหมคะ แต่ความจริงแล้วใน 1,000 mg มันคือปริมาณน้ำมันโดยรวมนะ เอาจริงๆให้ปริมาณน้ำมันปลาแค่นิดเดียวเอง ที่เหลือจะเป็น SATURATED FAT เอาง่ายๆก็คือไขมันที่ไม่ดีหรือไข่มันอิ่มตัวนั่นแหละ

FISH OIL คือ เป็นน้ำมันจากปลา ที่ได้จากการสกัด ส่วนต่างๆของปลา เช่น เนื้อ หนัง หางและหัวของปลา โดยปลาที่นำมาสกัดส่วนใหญ่จะเป็นปลาทะเลน้ำลึกเขตหนาว เพราะ สามารถผลิต OMEGA-3 ได้มากกว่าปลาทั่วไป เค้าก็จะนิยมใช้ ปลาแซลม่อน ปลาแอนโชวี่ ปลาซาร์ดีน ปลาทูน่า ปลาแมคเคอเรล เป็นต้น

 

ส่วนประกอบของน้ำมันปลา

ในน้ำมันปลาจะมีกรดไขมันที่ให้ประโยชน์กับร่างกายอยู่ 2 ตัวก็คือ EPA (EICOSAPENTAENOIC ACID) และ DHA (DOCOSAHEXAENOIC ACID ) ซึ่งเป็นสิ่งที่ร่างกายเราสร้างไม่ได้ ต้องกินเสริมเข้าไปเท่านั้น 
• ประโยชน์ของ DHA คือ จะเน้นไปที่บำรุงสมอง บำรุงจอประสาทตา
• ประโยชนย์ของ EPA คือ จะช่วยในเรื่องหัวใจและหลอดเลือด ลดไขมันและไตรกลีเซอไรด์

น้ำมันปลากินแล้วได้อะไร?

บอกเลยว่าบำรุงร่างกายได้หลายอย่างเลยนะ ไม่ว่าจะเป็น

• ลดการอักเสบของร่างกาย ซึ่งการอักเสบในร่างกายก็คือต้นตอของการเกิดโรคหรือภาวะต่างๆมากมาย ไม่ว่าจะเป็นมะเร็ง หรือแม่กระทั่งผิวเหี่ยวก็ใช่นะ เพราะฉะนั้นอะไรที่กินแล้วช่วยลดการอักเสบได้ก็ถือว่าดีต่อร่างกายเนอะ 
ถ้าดูจากกลไกนี้จะเห็นเลยว่า EPA จาก OMEGA-3 ไปช่วยบล็อกการทำงานของ DELTA-5 DESATURASE ไม่ให้เกิด ARACHIDONIC ACID ซึ่งเป็นตัวกระตุ้นให้เกิดการอักเสบเนอะ(อ้างอิง)

• ลดไตรกลีเซอไรด์

• ลดความดันโลหิตสูง 

• ลดการอุดตันของลิ่มเลือด

• ช่วยเสริมภูมิคุ้มกัน

ซึ่งจากข้อมูลของ AMERICAN HEART ASSOCIATION หรือสมาคมโรคหัวใจอเมริกา เขาบอกว่าการกิน OMEGA-3 ในปริมาณ 2-4 กรัม/วัน สามารถช่วยลดระดับ TRIGLYCERIDES ได้ แต่ก็ไม่ควรเกิน 4 กรัม/วัน นะคุณๆ เพราะการกินเกินมีโอกาสไปเพิ่มระดับไตรกลีเซอร์ไรด์ได้เหมือนกัน เอาเป็นว่ากินแต่พอดีก็พอนะ(อ้างอิง)

วิธีเลือกกินน้ำมันปลาให้เห็นผล!

1. ดูปริมาณของ DHA และ EPA 
ถ้าดูในฉลากเขาจะเขียนมาชัดเจนเลยว่าปริมาณ DHA กับ EPA เท่าไร ซึ่งใครจะเสริมเรื่องไหนก็ให้เน้นตัวนั้นเยอะหน่อย แต่คุณๆสงสัยไหมว่าแล้วถ้าอยากได้น้ำมันปลาที่ดีควรมีปริมาณ DHA และ EPA เยอะแค่ไหน? 
เช่น ใน 1 เม็ดให้น้ำมันปลา 1,000 mg คุณๆก็ดูที่ค่า DHA กับ EPA เลยว่าใส่มาเท่าไรแล้วก็บวกกัน ถ้าจะให้ดีต้องบวกกันแล้วได้มากกว่า 500 mg ขึ้นไป เพราะอย่าลืมว่าเราควรกิน 2-4 กรัม/วัน (2,000-4,000 mg/วัน) 
หรือ ยกตัวอย่างเช่นแบรนด์ A บอกว่า 1 เม็ดให้ปริมาณน้ำมันปลา 2,000 mg มี EPA 800 mg และ DHA 600 mg รวมกันเป็น 1,400 mg ใน 2,000 mg พอเอาไปเทียบจริงๆก็คือ 7 ต่อ 10 ก็คือมากกว่า 50% แน่ๆละ แบบนี้ถึงจะโอเค คือซื้อได้ ไม่เป็นไขมันอิ่มตัวไปซะส่วนใหญ่เนอะ 

จำง่ายๆก็คือปริมาณ DHA + EPA รวมกันต้องมีมากกว่า 50% หรือต้องมีค่า 6 ต่อ 10 อันนี้คือต่อ 1 เม็ดนะ

2. เช็คในสูตรด้วยว่ามี VITAMIN E มาด้วยไหม 
เพราะด้วยความที่ OMEGA-3 เป็นกรดไขมันไม่อิ่มตัว ทำให้สลายตัวได้ง่าย เพราะฉะนั้นการใส่วิตามินอีเข้ามาที่นอกจากจะจะช่วยต้านอนุมูลอิสระแล้ว ยังช่วยเสริมประสิทธิภาพของ OMEGA-3  ไม่ให้เสื่อมคุณภาพด้วย

3. น้ำมันปลาต้องสกัดจากปลาที่มาจากแหล่งน้ำสะอาดและไม่มีสารปนเปื้อน 
ตรงนี้ให้เช็คดูที่หน้าขวดเลยว่ามีคำว่า “FREE OF MERCURY หรือ FREE OF HEAVY METAL” ก็คือมั่นใจได้เลยว่าปราศจากสารปรอทและมีการเอาโลหะหนักออกไปเรียบร้อยแล้วเนอะ แบบนี้ก็ถือว่าปลอดภัยสำหรับการกินระยะยาวมากกว่าด้วยนะ

4. ไม่แนะนำให้ซื้อตุนเยอะๆ เพราะน้ำมันตัวนี้สามารถสลายได้เมื่อโดนความร้อนเนอะ

5. แนะนำให้เลือกน้ำมันปลาแบบ DOUBLE หรือ TRIPLE STRENGHT 
• แบบ DOUBLE STRENGHT ก็คืออาหารเสริมน้ำมันปลาที่มีสัดส่วนของ OMEGA-3 ต่อ OMEGA-6 มากกว่าหรือเท่ากับ 2 เท่า อธิบายง่ายๆก็คือควรมีปริมาณ EPA, DHA และสารต้านอนุมูลอิสระ มากกว่าปริมาณของ OMEGA-6, SATURATED FAT และ CHOLESTEROL 
• แบบ TRIPLE STRENGHT ก็เหมือนกันเลยแต่ต้องมีปริมาณสัดส่วนของ OMEGA-3 ต่อ OMEGA-6 มากกว่าหรือเท่ากับ 3 เท่าเนอะ

6. สำหรับสายมัง สามารถเลือกกินเป็น FLAXSEED หรือพวกที่ให้ ALPHA-LINOLENIC ACID แทนได้ เพราะให้ OMEGA-3 เหมือนกันเนอะ

7. สำหรับใครที่ไม่อยากทานน้ำมันปลา ให้เลือกเป็น KRILL OIL ดีกว่า เพราะว่า
• KRILL OIL สามารถลดไขมันชนิดร้าย (LDL) และเพิ่มไขมันชนิดดี (HDL) มากกว่าน้ำมันปลา
• KRILL OIL สามารถดูดซึมเข้าสู่ร่างกายได้ดีกว่าน้ำมันปลา
• KRILL OIL มีความ PURITY สูง ปลอดโลหะหนัก
• ที่สำคัญคือ KRILL OIL มีสาร ASTAXANTHIN อยู่ด้วย ซึ่งเป็นสารต้านอนุมูลอิสระซึ่งที่มีประสิทธิภาพสูงกว่าวิตามิน E ถึง 500 เท่าเลยนะ

 

สำหรับคุณๆคนไหนที่กินน้ำมันปลาอยู่ก็ไปเอามาเช็คดูดีๆ หรือใครมีแพลนจะซื้อน้ำมันปลามากินก็ยึดหลักตามนี้แล้วไปเลือกซื้อได้เลยนะ ทางทีมกูรูเช็คหวังว่าข้อมูลที่ทีมรวบรวมมาในวันนี้ จะเป็นประโยชน์ให้กับคุณๆทุกคนที่เข้ามาอ่านบทความนี้  ฝากติดตามข้อมูล รีวิว สุขภาพและความงาม ตามหลักการแพทย์ได้ที่ช่องกูรูเช็คนะคะ

 

ไขข้อสงสัยเพิ่มเติมว่าน้ำมันปลาควรกินจริงๆไหม คลิ๊ก

เขียนโดย : กูรูเช็ค

Views

1765

“ เราเชื่อว่าข้อมูลทางวิชาการเป็นเรื่องที่ยากสำหรับใครหลาย ๆ คนกูรูเช็คขอเป็นตัวแทนที่จะนำเสนอข้อมูลสุขภาพและความงามตามหลักการแพทย์ที่ได้รับการวิจัยและมีข้อมูลอ้างอิงที่น่าเชื่อถือได้ เพื่อให้ทุกคนมีความสุขกับการเริ่มต้นดูแลสุขภาพให้ดีขึ้นค่ะ “