เขียนโดย : กูรูเช็ค

Views 0

2026-05-14 17:00

(กูรูเช็ค) โพรไบโอติกกับผิว สำคัญยังไง? รู้จักตัวช่วยปรับสมดุลผิวจากภายใน

ปัจจุบัน “โพรไบโอติก” กลายเป็นหนึ่งในสารที่ถูกพูดถึงมากขึ้นในวงการสุขภาพและผิวพรรณ โดยเฉพาะในกลุ่มคนที่มีปัญหาสิว ผิวมัน และผิวแพ้ง่าย เพราะนอกจากการดูแลผิวจากภายนอกแล้ว งานวิจัยหลายชิ้นเริ่มพบว่า “สมดุลจุลินทรีย์ในร่างกาย” หรือ microbiome ก็เป็นอีกปัจจัยสำคัญที่ส่งผลต่อสุขภาพผิวเช่นกัน

เมื่อสมดุลของจุลินทรีย์ในลำไส้และบนผิวเสียไป อาจกระตุ้นการอักเสบ ทำให้ skin barrier อ่อนแอลง และเพิ่มโอกาสการเกิดสิวได้มากขึ้น แนวคิดนี้เชื่อมโยงกับสิ่งที่เรียกว่า “Gut–Skin Axis” หรือความสัมพันธ์ระหว่างลำไส้กับผิว ซึ่งเป็นเหตุผลที่โพรไบโอติกได้รับความสนใจในฐานะตัวช่วยปรับสมดุลผิวจากภายใน

แล้วโพรไบโอติกช่วยลดสิวได้จริงไหม? มีกลไกการทำงานอย่างไร และมีสายพันธุ์ไหนที่เกี่ยวข้องกับสุขภาพผิวบ้าง บทความนี้จะพาไปทำความเข้าใจแบบละเอียดกัน

Skin microbiome เสียสมดุลเกิดจากอะไร

  • • หลายคนโฟกัสเรื่อง “ความมัน” หรือ “เชื้อแบคทีเรีย” เวลาพูดถึงสิว แต่จริงๆ แล้วอีกหนึ่งตัวแปรสำคัญคือ “Skin Microbiome” หรือสมดุลจุลินทรีย์บนผิว
  • • เมื่อ Skin microbiome เสียสมดุล นอกจากจะทำให้เกราะป้องกันผิว (Skin Barrier) อ่อนแอลง ผิวไว แดง แพ้ง่ายขึ้นแล้ว ยังทำให้เกิดการอักเสบและเป็นสิวง่ายขึ้น เพราะเชื้อบางชนิด เช่น C.acnes อาจเติบโตมากเกินไป จนกระตุ้นการอุดตันและการอักเสบของผิว ซึ่งหนึ่งในสารที่เด่นเรื่องการช่วยบาลานซ์ Skin microbiome ก็คือ “โพรไบโอติก” หรือจุลินทรีย์ดีนั่นเอง
  • • โพรไบโอติกไม่ได้ช่วยแค่ระบบขับถ่าย แต่ยังเชื่อมโยงกับผิวผ่านสิ่งที่เรียกว่า “Gut-Skin Axis” หรือแกนความสัมพันธ์ระหว่างลำไส้กับผิว 
  • • เมื่อจุลินทรีย์ในลำไส้สมดุลขึ้น จะช่วยลดการอักเสบจากภายใน ส่งผลให้ผิวแข็งแรงขึ้น และสิวอักเสบลดลงได้

 

สารในอาหารเสริมที่เด่นในด้านการเสริม Skin microbiome ก็คือ กลุ่ม
จุลินทรีย์ดีหรือโพรไบโอติก

  • • ซึ่งเป็นจุลินทรีย์ที่มีประโยชน์ต่อร่างกายและมีงานวิจัยรองรับว่าช่วยส่งผลดีต่อสุขภาพเมื่อได้รับในปริมาณที่เหมาะสม ปัจจุบันโพรไบโอติกได้รับความสนใจมากในวงการสุขภาพและผิวพรรณ เนื่องจากมีความเกี่ยวข้องกับแนวคิดที่เรียกว่า “Gut–Skin Axis” หรือความเชื่อมโยงระหว่างลำไส้กับผิวหนัง
  • • ภายในร่างกายของมนุษย์มีจุลินทรีย์อาศัยอยู่จำนวนมาก ทั้งในลำไส้และบนผิวหนัง ซึ่งจุลินทรีย์เหล่านี้มีหน้าที่ช่วยรักษาสมดุลของระบบต่างๆ โดยเฉพาะระบบภูมิคุ้มกันและการอักเสบ เมื่อสมดุลของจุลินทรีย์เสียไป อาจทำให้เกิดปัญหาผิว เช่น สิว ผิวมัน ผิวแพ้ง่าย หรือการอักเสบเรื้อรังได้ ดังนั้นโพรไบโอติกจึงถูกนำมาใช้เพื่อช่วยฟื้นฟูสมดุลของ microbiome ให้กลับมาทำงานได้อย่างเหมาะสม

โพรไบโอติกส่งผลต่อผิวได้ยังไง?

(อ้างอิงรูป : https://www.mdpi.com/2076-2607/10/7/1303?utm_source=chatgpt.com)

  • • โพรไบโอติก คือ จุลินทรีย์ชนิดดีที่มีประโยชน์ต่อร่างกาย โดยเฉพาะระบบทางเดินอาหารและระบบภูมิคุ้มกัน ในปัจจุบันมีการศึกษามากขึ้นว่า โพรไบโอติกไม่ได้ช่วยเพียงเรื่องการขับถ่ายเท่านั้น แต่ยังส่งผลต่อสุขภาพผิว รวมถึงปัญหาสิว ผิวมัน และผิวแพ้ง่ายอีกด้วย เนื่องจากร่างกายของมนุษย์มีความเชื่อมโยงกันระหว่าง “ลำไส้” และ “ผิวหนัง” ซึ่งเรียกว่า gut-skin axis หากสมดุลจุลินทรีย์ในลำไส้เสียไป ก็อาจทำให้เกิดการอักเสบและส่งผลต่อผิวได้
  • • ด้านผิวมัน โพรไบโอติกอาจช่วยได้ทางอ้อม เพราะเมื่อผิวเกิดการอักเสบหรือระคายเคือง ร่างกายมักผลิตน้ำมันออกมามากขึ้นเพื่อปกป้องผิว แต่เมื่อสมดุลของร่างกายและผิวดีขึ้น การผลิตน้ำมันก็อาจลดลงตาม แม้โพรไบโอติกจะไม่ใช่ยาลดความมันโดยตรง แต่ก็ช่วยให้สภาพผิวโดยรวมสมดุลขึ้นได้
  • • สำหรับผิวแพ้ง่าย โพรไบโอติกมีบทบาทสำคัญในการเสริมความแข็งแรงของเกราะป้องกันผิวหรือ skin barrier เมื่อผิวแข็งแรงขึ้น ผิวจะสูญเสียน้ำลดลง และทนต่อสิ่งกระตุ้น ได้ดีขึ้น จึงช่วยลดอาการแสบ แดง คัน หรือการระคายเคืองง่าย นอกจากนี้  โพรไบโอติก ยังช่วยลดความเครียดของระบบภูมิคุ้มกัน (Immune System Stress) ซึ่งเป็นอีกปัจจัยหนึ่งที่ทำให้ผิวบอบบางและแพ้

โพรไบโอติก “แอคชั่นตรงไหน” บ้าง

• Microbiome ในลำไส้

  • – จุดเริ่มต้นสำคัญของการทำงานของโพรไบโอติกคือ “ลำไส้” ซึ่งเป็นแหล่งรวมจุลินทรีย์จำนวนมหาศาล จุลินทรีย์เหล่านี้มีหน้าที่ช่วยรักษาสมดุลของระบบต่าง ๆ ในร่างกาย เมื่อสมดุลของ microbiome ในลำไส้เสียไป จะเกิดภาวะที่เรียกว่า Dysbiosis ซึ่งสัมพันธ์กับการอักเสบเรื้อรัง ปัญหาสิว และผิวแพ้ง่าย
  • – โพรไบโอติกจะช่วยเพิ่มจำนวนจุลินทรีย์ที่เป็นประโยชน์ และลดการเติบโตของจุลินทรีย์ก่อโรค นอกจากนี้ยังช่วยผลิตสารสำคัญ เช่น Short-Chain Fatty Acids (SCFAs) ได้แก่ butyrate และ acetate ซึ่งมีบทบาทในการลดการอักเสบและช่วยเสริมความแข็งแรงของเยื่อบุลำไส้
  • – มีงานวิจัย ความสมดุลของ gut microbiome มีความเกี่ยวข้องโดยตรงกับสุขภาพผิว และ probiotics สามารถช่วยปรับ microbiome ในลำไส้เพื่อลดการอักเสบของผิวหนังได้ 
  • อ้างอิง : https://www.mdpi.com/2076-2607/10/7/1303 

 

• Immune system

  • – ลำไส้ถือเป็นอวัยวะสำคัญของระบบภูมิคุ้มกัน เนื่องจากประมาณ 70% ของเซลล์ภูมิคุ้มกันอยู่บริเวณทางเดินอาหาร โพรไบโอติกจึงมีผลโดยตรงต่อการควบคุมการทำงานของ immune system
  • – โพรไบโอติกช่วยกระตุ้นการทำงานของ Regulatory T Cells (Tregs) ซึ่งมีหน้าที่ควบคุมไม่ให้ภูมิคุ้มกันตอบสนองมากเกินไป เป็นการปรับสมดุลของระบบภูมิคุ้มกัน พร้อมทั้งช่วยลดการหลั่งสารกระตุ้นการอักเสบ เช่น TNF-α, IL-1β และ IL-6 ซึ่งเป็นสารที่เกี่ยวข้องกับสิว ผื่นแดง และภาวะผิวอักเสบ
  • – การควบคุมระบบภูมิคุ้มกันนี้ช่วยให้ผิวมีความสมดุลมากขึ้น ลดอาการไวต่อสิ่งกระตุ้น และช่วยลดการอักเสบเรื้อรังที่เป็นสาเหตุของปัญหาผิวหลายชนิด
  • – มีงานวิจัย พบว่า probiotics มีแนวโน้มช่วยลดการอักเสบของสิวผ่านการปรับ immune response ของร่างกาย 
  • อ้างอิง : https://pmc.ncbi.nlm.nih.gov/articles/PMC13013907/

 

• Inflammatory signaling

  • – การอักเสบเป็นปัจจัยสำคัญที่เกี่ยวข้องกับปัญหาผิว ไม่ว่าจะเป็นสิว ผิวแดง หรือผิวแพ้ง่าย โพรไบโอติกจึงมีบทบาทสำคัญในการลด “Inflammatory Signaling” หรือกระบวนการส่งสัญญาณการอักเสบในร่างกาย
  • – เมื่อ microbiome ในลำไส้สมดุลดีขึ้น ร่างกายจะมีการผลิตสารอักเสบลดลง ส่งผลให้ระดับ cytokines ที่เกี่ยวข้องกับการอักเสบ เช่น TNF-α และ IL-8 ลดลงตามไปด้วย
  • – กลไกนี้ช่วยลดการกระตุ้นต่อมไขมัน ลดการอักเสบของรูขุมขน และช่วยให้สิวอักเสบลดลง นอกจากนี้ยังช่วยลดภาวะ oxidative stress ที่ทำให้ผิวเสื่อมสภาพและไวต่อการระคายเคือง
  • – มีงานวิจัย กลุ่มที่ได้รับ probiotics มีความรุนแรงของสิวลดลง และจำนวนสิวอุดตันลดลงซึ่งเกี่ยวข้องกับการลด inflammatory signaling ของร่างกาย 
  • อ้างอิง : https://pubmed.ncbi.nlm.nih.gov/41416302/

 

• Skin barrier

  • – Skin Barrier หรือเกราะป้องกันผิว เป็นโครงสร้างสำคัญที่ช่วยป้องกันการสูญเสียน้ำและปกป้องผิวจากสิ่งระคายเคือง หาก skin barrier อ่อนแอ จะทำให้ผิวแห้ง แสบง่าย และไวต่อการอักเสบ
  • – โพรไบโอติกมีส่วนช่วยเสริมความแข็งแรงของ skin barrier ผ่านหลายกลไก เช่น การกระตุ้นการสร้าง ceramides และช่วยลดการสูญเสียน้ำผ่านผิวหนัง (Transepidermal Water Loss: TEWL)
  • – เมื่อ skin barrier แข็งแรงขึ้น ผิวจะสามารถรักษาความชุ่มชื้นได้ดีขึ้น ลดอาการระคายเคือง และทนต่อสาร active ในสกินแคร์ได้มากขึ้น
  • – มีงานวิจัย พบว่า probiotics มีแนวโน้มช่วยลด skin sensitivity และช่วยฟื้นฟู barrier function ของผิว โดยเฉพาะในผู้ที่มีผิวอักเสบหรือผิวแพ้ง่าย 
  • อ้างอิง : https://www.mdpi.com/2076-2607/10/7/1303 

 

• Microbiome บนผิว

  • – นอกจากลำไส้แล้ว ผิวหนังก็มี microbiome ของตัวเอง ซึ่งประกอบด้วยจุลินทรีย์หลายชนิดที่ช่วยรักษาสมดุลของผิว หาก microbiome บนผิวเสียสมดุล อาจทำให้เชื้อบางชนิดเจริญมากเกินไป เช่น Cutibacterium acnes ที่เกี่ยวข้องกับสิว หรือ Staphylococcus aureus ที่สัมพันธ์กับผื่นผิวหนังอักเสบ
  • – โพรไบโอติกทั้งในรูปแบบอาหารเสริมและสกินแคร์ สามารถช่วยสนับสนุนความหลากหลายของ microbiome บนผิว ลดการเจริญของจุลินทรีย์ก่อการอักเสบ และช่วยสร้างสภาพแวดล้อมที่เหมาะสมต่อผิว
  • – แนวคิดนี้ทำให้ปัจจุบันมีการพัฒนา skincare กลุ่ม probiotic, prebiotic และ postbiotic มากขึ้น เพื่อเน้นการ “ปรับสมดุล microbiome” แทนการฆ่าเชื้ออย่างรุนแรง
  • – มีงานวิจัย การรักษาสมดุลของจุลินทรีย์บนผิวเป็นหนึ่งในปัจจัยสำคัญที่ช่วยลดการอักเสบและเสริมสุขภาพผิวในระยะยาว 
  • อ้างอิง : https://www.mdpi.com/2076-2607/10/7/1303 

 

แล้วมีโพรไบโอติกสายพันธุ์ไหนบ้างที่ช่วยลดสิวได้?

• Lactobacillus rhamnosus 

  • – เป็นโพรไบโอติกที่ได้รับความสนใจมากในด้านสุขภาพผิวและสิว เนื่องจากมีบทบาทสำคัญต่อการปรับสมดุลของระบบภูมิคุ้มกันและการลดการอักเสบภายในร่างกาย จุลินทรีย์ชนิดนี้ทำงานโดยช่วยปรับสมดุลของลำไส้ 
  • – ซึ่งเป็นจุดเริ่มต้นสำคัญของการเชื่อมโยงกับผิวหนัง เมื่อระบบลำไส้มีความสมดุลดีขึ้น จะช่วยลดการกระตุ้นการอักเสบที่ส่งผลไปยังผิว ทำให้ผิวสงบลง ลดความมันส่วนเกิน และลดโอกาสเกิดสิวอักเสบ 
  • – นอกจากนี้ยังถูกมองว่าอาจมีบทบาทเกี่ยวข้องกับระบบฮอร์โมนที่สัมพันธ์กับการเกิดสิวด้วย จึงมักถูกพูดถึงในกลุ่มสิวฮอร์โมนและสิวอักเสบเรื้อรัง
  • – มีงานวิจัย พบว่าแบคทีเรีย Lactobacillus rhamnosus SP1 สามารถช่วยให้อาการสิวของผู้ป่วยดีขึ้นได้ และอาจเกี่ยวข้องกับการไปเปลี่ยนการทำงานของยีนบางตัวในผิวหนังที่เกี่ยวกับฮอร์โมน IGF-1 ซึ่งมีผลต่อการเกิดสิวได้
  • อ้างอิง : https://pubmed.ncbi.nlm.nih.gov/23096730/

 

• Lactobacillus plantarum

  • – เป็นสายพันธุ์ที่มีความสามารถโดดเด่นในการลดการอักเสบและช่วยฟื้นฟูสมดุลของจุลินทรีย์ทั้งในลำไส้และผิวหนัง จุลินทรีย์ชนิดนี้ช่วยปรับสภาพแวดล้อมภายในร่างกายให้เหมาะสมมากขึ้น ลดภาวะที่เรียกว่าการอักเสบเรื้อรังระดับต่ำ 
  • – ซึ่งเป็นหนึ่งในปัจจัยสำคัญของการเกิดสิว เมื่อการอักเสบลดลง ผิวจะมีความสงบขึ้น ระคายเคืองน้อยลง และมีแนวโน้มเกิดสิวลดลง 
  • – นอกจากนี้ยังช่วยสนับสนุนการทำงานของ skin barrier ทำให้ผิวแข็งแรงขึ้นและทนต่อสิ่งกระตุ้นจากภายนอกได้ดีขึ้น 
  • – มีงานวิจัย พบว่า Lactobacillus plantarum MH-301 ช่วยลดการอักเสบของร่างกายในผู้ป่วยสิว และช่วยปรับสมดุลของแบคทีเรียในลำไส้ (gut microbiome) ให้ดีขึ้น
  • อ้างอิง : https://www.frontiersin.org/journals/medicine/articles/10.3389/fmed.2023.1340068/full 

 

• Lactobacillus acidophilus 

  • – เป็นโพรไบโอติกที่เน้นบทบาทด้านระบบภูมิคุ้มกันและสุขภาพลำไส้ โดยมีหน้าที่สำคัญในการช่วยลดการอักเสบภายในร่างกาย 
  • – เมื่อระบบลำไส้มีความสมดุลดีขึ้น การส่งสัญญาณการอักเสบไปยังส่วนต่างๆ ของร่างกายรวมถึงผิวหนังจะลดลง ส่งผลให้สภาพผิวโดยรวมดีขึ้น ลดความเสี่ยงของสิวและผิวอักเสบ 
  • – นอกจากนี้ยังช่วยเสริมความแข็งแรงของระบบป้องกันภายในร่างกาย ทำให้ร่างกายตอบสนองต่อสิ่งกระตุ้นได้อย่างสมดุลมากขึ้น 
  • – มีงานวิจัย พบว่าแบคทีเรีย Lactobacillus acidophilus ช่วยปรับสมดุลจุลินทรีย์ในลำไส้ และช่วยลดภาวะเสียสมดุลของจุลินทรีย์ ที่มาช่วยลดการอักเสบของผิวหนัง
  • อ้างอิง : https://www.mdpi.com/2076-2607/10/7/1303 

 

• Bifidobacterium lactis 

  • – เป็นสายพันธุ์ที่มีบทบาทสำคัญต่อการเสริมความแข็งแรงของ skin barrier และลดความไวของผิวต่อการระคายเคือง จุลินทรีย์ชนิดนี้ช่วยให้ผิวสามารถรักษาความชุ่มชื้นได้ดีขึ้น และลดการสูญเสียน้ำออกจากผิว ทำให้ผิวไม่แห้งหรือไวต่อสิ่งกระตุ้นง่าย 
  • – นอกจากนี้ยังช่วยปรับสมดุลการตอบสนองของภูมิคุ้มกันในผิว ทำให้ผิวมีความสงบและลดแนวโน้มการเกิดการอักเสบ แม้จะไม่ได้เน้นเฉพาะเรื่องสิวโดยตรง แต่การทำให้ผิวแข็งแรงขึ้นถือเป็นพื้นฐานสำคัญที่ช่วยลดปัญหาสิวในระยะยาว 
  • – มีงานวิจัย พบว่าแบคทีเรียชนิด Bifidobacterium ช่วยลดสารก่อการอักเสบในร่างกาย และช่วยเสริมความแข็งแรงของผนังลำไส้
  • อ้างอิง : https://www.mdpi.com/2076-2607/10/7/1303

 

• Bifidobacterium breve 

  • – เป็นโพรไบโอติกที่พบได้บ่อยและมีบทบาทสำคัญในการรักษาสมดุลของจุลินทรีย์ในลำไส้ ช่วยสนับสนุนระบบย่อยอาหารและระบบภูมิคุ้มกัน เมื่อระบบลำไส้ทำงานได้ดีขึ้น จะช่วยลดภาวะไม่สมดุลของจุลินทรีย์ 
  • – ซึ่งมักเชื่อมโยงกับการอักเสบในร่างกายและปัญหาผิว แม้สายพันธุ์นี้จะไม่ได้ถูกเน้นเฉพาะในเรื่องสิวโดยตรง 
  • – แต่มีบทบาทสำคัญในภาพรวมของสุขภาพร่างกายและผิวหนัง โดยเฉพาะเมื่อใช้ร่วมกับโพรไบโอติกสายพันธุ์อื่นในสูตรผสม 
  • – มีงานวิจัย พบว่า B. breve ช่วยลดการอักเสบของผิวและเสริม skin barrier function 
  • อ้างอิง : https://www.mdpi.com/2076-2607/10/7/1303

ข้อควรรู้เรื่องการกินโพรไบโอติก

  • • โพรไบโอติกไม่ใช่ยารักษาสิวโดยตรง
  • • ผลลัพธ์แตกต่างกันในแต่ละคน
  • • ควรกินต่อเนื่องอย่างน้อย 4–8 สัปดาห์
  • • ควรดูทั้ง “สายพันธุ์” และ “ปริมาณ CFU”
  • • ถ้ามีพรีไบโอติกร่วมด้วย อาจช่วยให้จุลินทรีย์ทำงานได้ดีขึ้น
  • • หากมีโรคประจำตัวหรือภูมิคุ้มกันผิดปกติ ควรปรึกษาแพทย์ก่อนเริ่มทานโพรไบโอติก

 

สรุป Skin Microbiome และโพรไบโอติกกับสุขภาพผิว

ปัญหาสิว ผิวมัน และผิวแพ้ง่าย ไม่ได้เกี่ยวข้องแค่เรื่องฮอร์โมนหรือความมันเพียงอย่างเดียว แต่ยังสัมพันธ์กับสมดุลของ microbiome ทั้งบนผิวและในลำไส้ด้วย เมื่อ microbiome เสียสมดุล อาจกระตุ้นการอักเสบและทำให้ skin barrier อ่อนแอลงได้ โพรไบโอติกจึงเป็นอีกหนึ่งแนวทางที่ช่วยสนับสนุนสุขภาพผิว ผ่านการปรับสมดุลลำไส้ ลด inflammatory signaling และเสริมความแข็งแรงของผิวในระยะยาว

 

อัพเดตความรู้เรื่องอาหารเสริม Probiotics ที่ควรรู้เพิ่มเติม

“กูรูเช็ค” คือชุมชนเจ้าของแบรนด์อาหารเสริมและสกินแคร์ที่ใหญ่ที่สุดในไทย ถ้าอยากอัปเดตงานวิจัย เทรนด์อาหารเสริม–สกินแคร์ก่อนใคร สามารถ join LINE: @gurucheckacademy หรือคลิก https://line.me/R/ti/p/@gurucheckacademy ได้เลยค่ะ


คอร์สเรียนล่าสุด
พื้นฐานความรู้ด้านอาหารเสริม สำหรับผู้ประกอบการ
พื้นฐานความรู้ด้านอาหารเสริม สำหรับผู้ประกอบการ 1700 บาท 2500 บาท
อาหารเสริมโพรไบโอติกส์
อาหารเสริมโพรไบโอติกส์ 1500 บาท 3500 บาท
อาหารเสริมควบคุมน้ำหนักและดูแลรูปร่าง
อาหารเสริมควบคุมน้ำหนักและดูแลรูปร่าง 1500 บาท 4500 บาท
เขียนโดย : กูรูเช็ค

Views

0
คอร์สเรียนล่าสุด
gurucheck

ปรึกษาพัฒนาสูตรกับผู้เชี่ยวชาญเภสัชกร R&D

“กูรูเช็คสร้างชุมชนสำหรับเจ้าของเเบรนด์ และโรงงาน OEM จากความต้องการจริงของตลาดอาหารเสริม สกินเเคร์ และผู้บริโภค ด้วยประสบการณ์ตรงในการเป็นผู้รีวิว เราจึงตั้งใจเป็นที่ปรึกษา พัฒนาสูตร(NPD)ให้กับเจ้าของเเบรนด์ เเละเป็นแพลตฟอร์มที่รวมโรงงาน OEM ที่มีความเก่งในเเต่ละด้านไว้ ให้ตอบโจทย์การผลิตอาหารเสริม สกินเเคร์ ที่ออกฤทธิ์ได้จริงตามงานวิจัย ซึ่งเป็นนโยบายหลักของเรา เพื่อยกระดับวงการอาหารเสริม สกินเเคร์ของไทยให้เเข่งขันได้ในระดับสากล“