เขียนโดย : กูรูเช็ค

Views 1733

2025-03-12 10:30

(กูรูเช็ค) อัพเดท 7 สารสกัดอาหารเสริมช่วยลดฝ้า กระ จุดด่างดำ ยอดฮิต ปี 2025

กูรูเช็ค

ในปี 2025 เทรนด์สารสกัดอาหารเสริมที่ช่วยลดฝ้ายังคงเติบโตอย่างต่อเนื่อง กูรูเช็คได้รวบรวมสารสกัดสำคัญ 7 ชนิดที่กำลังได้รับความนิยม เพื่อตอบสนองความต้องการของผู้บริโภคที่ต้องการดูแลฝ้า กระ และจุดด่างดำ ซึ่งสามารถเป็นแนวทางให้ผู้ประกอบการพัฒนาผลิตภัณฑ์ที่ความต้องการของตลาดในยุคปัจจุบัน ถ้าพร้อมแล้ว มาเริ่มดูกันเลย!

1.ASCORBIC ACID(วิตามินซี)

Ascorbic acid ยับยั้งเอนไซม์ไทโรซิเนส ซึ่งเป็นเอนไซม์สำคัญในกระบวนการผลิตเมลานิน(เม็ดสีผิว) ส่งผลให้การสร้างเม็ดสีลดลง ทำให้ฝ้าดูจาง และยังช่วยให้ผิวดูกระจ่างใสมากขึ้น ถ้าหากขาดวิตามินซีจะทำให้ผิวแห้ง หมองคล้ำ มีริ้วรอยเร็ว – เพราะวิตามินซีช่วยสร้างคอลลาเจนและป้องกันการทำลายของอนุมูลอิสระจากงานวิจัยมีการพบว่า ผู้ที่รับประทานวิตามินซีอาจมีแนวโน้มที่ฝ้าดูจางลง และผิวกระจ่างใสขึ้น เมื่อเทียบกับผู้ที่ไม่ได้รับประทาน (อ้างอิง) 

ปริมาณของสารควรทานต่อวัน : 500 มิลลิกรัม

ข้อควรระวังในการรับประทาน : จุดที่ผู้ประกอบการควรระวังการใช้สารสกัด ASCORBIC ACID เพราะโอกาสที่กลุ่ม แพ้วิตามินซี นิ่วในไต ภาวะเหล็กเกิน ควรปรึกษาแพทย์ทุกครั้งก่อนใช้วิตามินซี

เช็คลิสต์ 30 ข้อที่ควรรู้ของวิตามินซีก่อนผลิตอาหารเสริมเพิ่มเติม คลิ๊ก (อ้างอิง) 

2.L–GLUTATHIONE(กลูต้าไธโอน)

L-Glutathione ทำให้ผิวกระจ่างใสขึ้นโดยลดการสร้างเม็ดสีเข้ม และช่วยปกป้องผิวจากความเสียหายของอนุมูลอิสระ พร้อมทั้งเสริมการขับสารพิษและระบบภูมิคุ้มกันช่วยให้ผิวกระจ่างใส ลดเลือนจุดด่างดำ ฝ้า กระ และริ้ว วิตามินซี เพื่อเพิ่มการดูดซึม และยังมีงานวิจัย ในการศึกษากับผู้ป่วยเมลาสมา(ฝ้า)ในอินเดียเป็นเวลา 12 สัปดาห์ ในการลดเม็ดสีของเมลาสมา(ฝ้า) จากงานวิจัย (อ้างอิง) 

ปริมาณของสารควรทานต่อวัน : 250 มก. วันละ 1 ครั้ง

ข้อควรระวังในการรับประทาน : ไม่ควรรับประทานเกินปริมาณ 250 มิลลิกรัม/วัน โดยเฉพาะในผู้ที่มีปัญหาสุขภาพ เช่น โรคภูมิคุ้มกันบกพร่อง โรคหอบหืด หรือกำลังรับการรักษาด้วยยาเคมีบำบัด หากมีโรคประจำตัวหรือใช้ยาประจำ ควรปรึกษาแพทย์ก่อนเริ่มรับประทาน

สำหรับผู้ประกอบการที่ต้องการผลิตอาหารเสริมลดฝ้า ผิวกระจ่างใส โดยเลือกใช้ L-Glutathione อย่างที่ในปัจจุบันเป็นที่รู้กันว่า กลูต้าไธโอน เป็นโมเลกุลที่ใหญ่ ร่างกายต้องมีการย่อยก่อนดูดซึมไปใช้ จึงใช้เวลานานกว่าจะเห็นผล ดังนั้นวิธีเเก้คือ นำเทคโนโลยีที่ช่วยในเรื่องของการดูดซึมเข้ามาใช้ หรือ ใส่สารตั้งต้นกลูต้าอย่าง L-Cysteine, L-Glutamine, L-Glycine เสริมเข้าไป เพื่อให้ร่างกายนำไปสร้างกลูต้าได้เพิ่มขึ้น และอีกวิธี คือ การใส่สารเสริมฤทธิ์ เข้าไปด้วย เช่น Vitamin C หรือ Coenzyme Q10 เป็นสารต้านอนุมูลอิสระ ที่มาช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการทำงานของกลูต้าได้นะคะ

3.Alpha Lipoic Acid(กรดอัลฟาไลโปอิก)

Alpha Lipoic Acid มีบทบาทสำคัญทั้งในการ ต้านอนุมูลอิสระ, ลดการสร้างเม็ดสีเมลานิน, ลดการอักเสบ, และฟื้นฟูพลังงานเซลล์ จึงมีศักยภาพในการใช้รักษาภาวะผิวหมองคล้ำ เช่น เมลาสมา จุดด่างดำ ALA สามารถ ผลิตได้ในร่างกาย จากกรดอะมิโนบางชนิด แต่ปริมาณของ ALA จะลดลงเมื่ออายุมากขึ้นหรือในภาวะสุขภาพบางอย่าง หากขาด ALA อาจส่งผลเสียต่อร่างกายในหลายด้าน เช่น การเสื่อมสภาพของเซลล์, ผิวหนังเสื่อมสภาพเร็วขึ้น, ระบบภูมิคุ้มกันทำงานได้ไม่เต็มที่

ปริมาณของสารควรทานต่อวัน : 100–300 มก./วัน

ข้อควรระวังในการรับประทาน : ควรใช้ ALA ด้วยความระมัดระวัง โดยเฉพาะใน ผู้ป่วยเบาหวาน หญิงตั้งครรภ์ และผู้ที่มีภาวะขาดวิตามินบี 1 อาจทำปฏิกิริยากับยาอื่นๆ และทำให้ระดับน้ำตาลในเลือดลดลงมากเกินไป ควรปรึกษาแพทย์ก่อนรับประทาน โดยเฉพาะผู้ที่มีโรคประจำตัวหรือใช้ยาเป็นประจำ

Alpha Lipoic Acid (ALA) สามารถใช้ควบคู่กับ กลูต้าไธโอน ในการทำสูตรอาหารเสริมลดฝ้าได้ เพราะจะช่วยเสริมประสิทธิภาพในการต้านอนุมูลอิสระ, ลดเม็ดสีเมลานิน, ลดการอักเสบ, และฟื้นฟูพลังงานเซลล์ ช่วยลดฝ้า จุดด่างดำ และผิวคล้ำหลังอักเสบ โดย ALA กระตุ้นการทำงาน และรักษาระดับกลูต้าไธโอนในร่างกายให้มีประสิทธิภาพในการฟื้นฟูผิวและป้องกันความเสียหายจากอนุมูลอิสระ

4.Niacinamide(วิตามิน B3)

Niacinamide(วิตามิน B3) ช่วยลดฝ้า กระ จุดด่างดำ โดยยับยั้งการส่งผ่านเมลานิน ทำให้ผิวดูสม่ำเสมอขึ้น อีกทั้งยังเสริมเกราะป้องกันผิว กระตุ้นการสร้างเซราไมด์ ลดการสูญเสียน้ำและความแห้งกร้าน ในงานวิจัย ยังมีการทำลองผู้หญิงจำนวน 30 คน ที่มีอายุระหว่าง 18 ถึง 50 ปี ผู้เข้าร่วมรับประทานแคปซูลวันละ 2 แคปซูลพร้อมน้ำ 1 แก้วในช่วงอาหารเช้า การศึกษาใช้เวลา 84 วัน พบว่า ความรุนแรงของฝ้าลดลง และมี อัตราการตอบสนองต่อผลิตภัณฑ์ในทุกบริเวณใบหน้า จากงานวิจัย (อ้างอิง) 

ปริมาณของสารควรทานต่อวัน : 300-500 มิลลิกรัม/วัน

ข้อควรระวังในการรับประทาน : ควรรับประทานไนซียามายด์ ประมาณ 300-500 มิลลิกรัม/วัน สูงสุดไม่เกิน 1,000 มิลลิกรัม/วัน ควรปรึกษาแพทย์ก่อน เพราะอาจทำให้เกิดผลข้างเคียงบางอย่าง เช่น ปัญหาการย่อยอาหาร

ศึกษาเรื่องวิตามินบี 3 เพิ่มเติม คลิ๊ก (อ้างอิง) 

5.Pycnogenol(สารสกัดจากต้นสน)

Pycnogenol มีบทบาทสำคัญทั้งในการ ช่วยยับยั้งเอนไซม์ TYROSINE KINASE ที่เป็นเอนไซม์เกี่ยวกับการสังเคราะห์เมลานิน และยังยั้งการกระตุ้น MCR1 RECEPTOR ในเซลล์เมลาโนไซส์ การผลิตเม็ดสีเมลานินน้อยลง มีผลทำให้ฝ้า กระ จุดด่างดำน้อยลง ผิวเลยแลดูกระจ่างใสขึ้น จากงานวิจัย ผลการศึกษานี้ยืนยันว่า การรักษาฝ้า โดยรับประทาน PYCNOGENOL 1 เม็ดขนาด 25 มก. พร้อมอาหาร 3 มื้อต่อวัน หรือเท่ากับ PYCNOGENOL  75 มก. ต่อวัน พบว่าความเข้มของเม็ดสี และฝ้าลดลง (อ้างอิง)

ปริมาณของสารควรทานต่อวัน : 25-100 มิลลิกรัม 2-3 ครั้งต่อวัน 

ข้อควรระวังในการรับประทาน : ควรรับประทาน Pycnogenol ประมาณ 25-100 มิลลิกรัม/วัน สูงสุดไม่เกิน 200 มิลลิกรัม จุดที่ผู้ประกอบการควรระวังการใช้สารสกัด แพ้พืชในกลุ่มสน (Pinus) และผู้ที่มีปัญหาการแข็งตัวของเลือด เนื่องจากอาจส่งผลต่อการจับตัวของเกล็ดเลือด การใช้ในช่วงก่อนการผ่าตัดก็ต้องหยุดใช้ก่อนอย่างน้อย 2 สัปดาห์ และผู้ที่ใช้ยาต้านการแข็งตัวของเลือดหรือยาลดความดันควรปรึกษาแพทย์ก่อนใช้

อ่านเรื่อง PYCNOGENOL เพิ่มเติม คลิ๊ก (อ้างอิง) 

6.Astaxanthin(แอสตาแซนธิน)

Astaxanthin คือ กลุ่มสารที่อยู่ในกลุ่มแคโรทีนอยด์(Carotenoid) ซึ่งเป็นรงควัตถุที่ไม่ละลายในน้ำ ร่างกายไม่สามารถสร้างเองได้โดยธรรมชาติ และการออกฤทธิ์ของสารทำให้เนื้อของพืชหรือสัตว์มีสีชมพูตามธรรมชาติ สารตัวนี้นิยมนำมาเป็นสารประกอบในอาหารเสริมลดริ้วรอย มีคุณสมบัติทำให้ผิวพรรณสดใส ลดการเสื่อมของเซลล์ต่างๆ ในร่างกาย ลดริ้วรอย (อ้างอิง) 

ปริมาณของสารควรทานต่อวัน : 4-6 มก. ต่อวัน

ข้อควรระวังในการรับประทาน : Astaxanthin เป็นสารต้านอนุมูลอิสระที่มีประโยชน์ต่อสุขภาพ แต่ควรรับประทานในปริมาณที่เหมาะสม และหลีกเลี่ยงในผู้ที่มีข้อห้ามหรือความเสี่ยง ควรปรึกษาแพทย์ก่อนรับประทาน โดยเฉพาะผู้ที่มีโรคประจำตัวหรือกำลังใช้ยาอยู่

ฝ้าเกิดจากการผลิตเมลานินมากเกินไปและเกิดจากการกระตุ้นของอนุมูลอิสระการใส่ Astaxanthin ในสูตรอาหารเสริมเป็นตัวช่วยเสริมสารสกัดอื่นๆ เช่น วิตามิน C, วิตามิน E, Niacinamide การผสมผสาน Astaxanthin กับสารสกัดเหล่านี้ช่วยเสริมกันในการปกป้องผิวลดความเสียหายจากอนุมูลอิสระที่เกิดจากแสงแดด มลภาวะ และปรับผิวให้กระจ่างใส

7.Lycopene(ไลโคปีน)

Lycopene เป็นสารในกลุ่มแคโรทีนอยด์ที่ให้สีแดงแก่ผักและผลไม้ เช่น มะเขือเทศ แตงโม และสตรอเบอร์รี่ นอกจากนี้ยังช่วยเสริมการทำงานของ วิตามิน C และ E เพิ่มประสิทธิภาพในการปกป้องผิวจากการแก่ตัว และลดการเกิดริ้วรอย สำหรับผู้ประกอบการที่ต้องการพัฒนาอาหารเสริมเพื่อดูแลทั้ง ปัญหาฝ้าและลดริ้วรอย สามารถผสาน วิตามิน C และ E เข้าไปในสูตรได้ พร้อมทั้งช่วยลดการสะสมเม็ดสีเมลานิน เพราะมีงานวิจัยที่แสดงให้เห็นว่าการรับประทานไลโคปีน (Lycopene), เบต้า-แคโรทีน (Beta-carotene) และโปรไบโอติก (Probiotics) มีประโยชน์ต่อสุขภาพ โดยเฉพาะในการปกป้องผิวจากความเสียหายจากอนุมูลอิสระและการสนับสนุนระบบภูมิคุ้มกันของร่างกาย (อ้างอิง) 

ปริมาณของสารควรทานต่อวัน : 15-30 มิลลิกรัม

ข้อควรระวังในการรับประทาน : ผลข้างเคียงหากรับประทานในปริมาณสูง โดยเฉพาะในผู้ที่มีปัญหาสุขภาพหรือกำลังใช้ยาเกี่ยวกับการแข็งตัวของเลือดและความดันโลหิต ควรปรึกษาแพทย์ก่อนรับประทานอาหารเสริมไลโคปีนเพื่อความปลอดภัย

สำหรับผู้ที่ต้องการสร้างแบรนด์วิตามินลดฝ้า กระ จุดด่างดำ การเลือกสารสกัดที่มีคุณภาพและเห็นผลจริงเป็นสิ่งสำคัญ ทาง กูรูเช็ค ได้รวบรวมสารสกัดสำคัญที่ได้รับความนิยมและมีงานวิจัยรองรับ เพื่อช่วยให้แบรนด์ของคุณสามารถแข่งขันในตลาดและทำธุรกิจได้ง่ายและมั่นใจมากยิ่งขึ้น

ทางทีมกูรูเช็คก็หวังว่าข้อมูลที่ทีมรวบรวมมาในวันนี้จะเป็นประโยชน์ให้กับคุณๆทุกคนที่ต้องการสร้างแบรนด์และผู้ประกอบการที่ต้องการพัฒนาสินค้าของตัวเอง และใครที่สนใจ Consult สร้างแบรนด์ ฟรี!! ก็สามารถ แอด LINE : @gurucheckacademy หรือคลิ๊กที่ลิงค์นี้ได้เลยค่ะ https://line.me/R/ti/p/@gurucheckacademy

เขียนโดย : กูรูเช็ค

Views

1733

“ เราเชื่อว่าข้อมูลทางวิชาการเป็นเรื่องที่ยากสำหรับใครหลาย ๆ คนกูรูเช็คขอเป็นตัวแทนที่จะนำเสนอข้อมูลสุขภาพและความงามตามหลักการแพทย์ที่ได้รับการวิจัยและมีข้อมูลอ้างอิงที่น่าเชื่อถือได้ เพื่อให้ทุกคนมีความสุขกับการเริ่มต้นดูแลสุขภาพให้ดีขึ้นค่ะ “